• Home
  • Services
  • Blog
  • QSquad Academy
  • Company
    • Career
    • Activity
  • Home
  • Services
  • Blog
  • QSquad Academy
  • Company
    • Career
    • Activity
Contact Us

วิธี Upload file และ Data ผ่าน multipart/form-data ด้วย POST request ใน Robot framework

General

สวัสดีค่ะ ทุกคน วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการทำ automate test ที่จำเป็นต้องใช้ API ในการส่ง data พร้อมกับไฟล์หลายไฟล์ในขั้นตอนเดียว โดยได้มีการยกตัวอย่างมาให้เพื่อนๆ เพื่อความชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ ในตัวอย่างนี้นะคะ เราต้องการส่ง POST Request โดยใช้ Robot Framework พร้อมกับการส่งข้อมูล JSON และอัปโหลดไฟล์หลายไฟล์พร้อมกันผ่าน API โดยใช้ multipart/form-data ผ่านคำขอ POST โดยจะใช้ฟังก์ชัน Create Dictionary และ Get Binary File ในการเตรียมข้อมูลและไฟล์ที่ต้องการอัปโหลดค่ะ ขั้นตอนที่เราต้องทำ มีดังนี้1. สร้าง Dictionary สำหรับข้อมูลในส่วน body ทั้งหมด ${body}: ข้อมูลที่ต้องการส่งเป็น JSON โดยมีชื่อและหมวดหมู่ 2. สร้าง Dictionary สำหรับ Header เช่น ในที่นี้ใช้ Authorization=Bearer ${token} เพื่อยืนยันตัวตนในการเข้าถึง API ${header}: หัวข้อของคำขอที่รวม Authorization และ Content-Type เป็น multipart/form-data ขึ้นอยู่กับแต่ละเคสมีความจำเป็นต้องใส่หรือไม่ 3. การดึงข้อมูลไฟล์ ใช้ Get Binary File เพื่อดึงข้อมูลของไฟล์แต่ละไฟล์ใน binary format 4. การสร้าง Dictionary สำหรับไฟล์ ใช้ keyword Create Dictionary ใช้เพื่อจัดเก็บไฟล์ใน Dictionary 5. การส่ง POST Request POST ใช้สำหรับการส่งคำขอไปยัง API พร้อมกับข้อมูล JSON, headers, และ files 6. การตรวจสอบ result Status Should Be ใช้เพื่อตรวจสอบ status ที่ต้องการในการเทสนี้ Log To Console เพื่อแสดงผลลัพธ์ของการตอบกลับใน console สิ่งที่ต้องระวัง ตรวจสอบว่า URL และ path ของไฟล์เป็นค่าที่ถูกต้อง และมีอยู่จริง อาจต้องปรับเปลี่ยน Content-Type โดยขึ้นอยู่กับ API ของเรา ข้อดีของ keyword Get Binary File1. ช่วยดึงข้อมูลไฟล์ในรูปแบบ binary ซึ่งเป็นรูปแบบที่ API ส่วนใหญ่ต้องการสำหรับการส่งไฟล์2. สามารถใช้ข้อมูลไฟล์ในรูปแบบ binary ในคำขอ POST หรือ PUT เพื่ออัปโหลดไฟล์3. เก็บข้อมูลไฟล์ได้อย่างถูกต้องและไม่ถูกแปลง ช่วยให้การส่งไฟล์ที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น PDF หรือรูปภาพ4. รองรับการดึงข้อมูลหลายไฟล์และจัดการไฟล์เหล่านั้นในคำขอเดียวสรุปด้วยวิธีนี้จะช่วยให้คุณสามารถส่ง data และไฟล์หลายไฟล์พร้อมกันผ่าน POST API ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น โดยใช้ Robot Framework

December 17, 2024 / 0 Comments
read more

Jam.dev เครื่องมือที่ช่วยในการ report bug ง่ายขึ้น

General

เคยประสบปัญหาทดสอบระบบอยู่ดีๆและเกิด error ขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุกันไหมคะ 😫 แล้วจะกลับไป reproduce อีกทีก็ไม่เจอปัญหานั้นแล้ว 😭 หลาย ๆ ครั้งที่ทดสอบระบบ QSquad จะพบเจอปัญหานี้บ่อยครั้ง ส่วนใหญ่ก็จะส่งให้ทาง Dev ค้นหา Log ต่อไปซึ่งค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร แต่หลังจากที่เราได้เจอ Tool ตัวนี้ปัญหานั้นจะกลายเป็นเรื่องเล็กเลย 😀 🍓Jam.dev เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อการ report bug ได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยจะมาช่วยในการจับภาพการทดสอบ บันทึกวีดีโอ แชร์ Report ไปยังแอปพลิเคชันอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น และยังมีอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ QSquad ชอบมากคือ Jam.dev สามารถที่จะบันทึกวีดีโอหรือภาพ พร้อมกับการเก็บ Network, Console หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการทดสอบ เช่น เวลาในการทดสอบ, Browser รวมถึง Action ที่ทำด้วย เรียกได้ว่าส่ง Report นี้ไปให้ทางทีม Dev แทบจะครบจบไม่มีคำถามเพิ่มแน่นอน และยังไม่หมดแค่นั้น Jam.dev ยังสามารถบันทึกหน้าจอย้อนหลังของเว็บไซต์ที่เราทดสอบให้อัตโนมัติสูงสุดถึง 2 นาที มาถึงตอนนี้คิดว่าทุกคนคงเริ่มสนใจเจ้าตัว Jam.dev กันแล้วใช่มั้ยคะ ถ้าอย่างงั้น QSquad จะพาไปติดตั้งพร้อมทดลองใช้กันเลย วิธีติดตั้งก็ง่ายมาก ๆ เนื่องจาก Jam.dev เป็น Extention ของตัว Google chrome เอง ทำให้ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมอะไรเพิ่มเติมขั้นตอนแรก เราเข้าไปที่เว็บ https://jam.dev/ กันก่อนเลย หลังจากนั้นกด Get Jam for Free หลังจากนั้นก็ทำการเพิ่ม Extention ไปที่ Google Chrome ได้เลย เมื่อติดตั้งสำเร็จให้กดไปที่ Extention ของ Browser และทำการ Pin ไว้ได้เลย แต่ก่อนที่เราจะใช้งานเราจำเป็นต้องสมัครสมาชิกเว็บไซต์ก่อน ซึ่งเมื่อเราสมัครสำเร็จจะเข้ามาสู่หน้าจอ Jam ของเรา โดยหน้านี้เราก็จะสามารถสร้าง Folder ไว้สำหรับแบ่งหมวดหมู่ได้ ซึ่งการบันทึกของ Jam.dev จะทำได้ 4 แบบคือ Capture Screenshot โดยฟีเจอร์นี้มีความน่าสนใจตรงที่ เราสามารถเบลอเนื้อหาของภาพที่เราบันทึกมาได้ Record tab เป็นการบันทึกเฉพาะ Tab ที่เรากำลังทำงานอยู่ Record desktop เป็นการบันทึกหน้าจอของ desktop ตามที่เราต้องการได้ และสุดท้าย Instant reply เป็นการบันทึกการทำงานย้อนหลังจาก Tab ที่เราทำงานอยู่ได้ โดยจะบันทึกสูงสุด 2 นาทีย้อนหลัง โดยเมื่อทำการบันทึกหน้าจอสำเร็จ หรือเรียกดูวีดีโอย้อนหลังแล้ว เราสามารถสร้าง report ตัวนี้ไปยังแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้ โดยกดไปที่ Create at หลังจากนั้นเลือก Application ที่เราต้องการ และทำการกรอกรายละเอียดของ reporthttps://www.youtube.com/watch?v=XckdhyMpbeo&t=16sตัวอย่างตามวีดีโอสาธิตตามลิงค์ https://www.youtube.com/watch?v=XckdhyMpbeo&t=16sCredit video: Jam Documentationหรือถ้าเราไม่ต้องการ send ไปที่แอปพลิเคชั่นอื่น ๆ ก็สามารถสร้างและเก็บไว้ที่ jam ของเราได้โดยการกดปุ่ม Createโดยเมื่อกดปุ่ม Create สำเร็จเจ้าตัว jam จะทำการแสดงรายละเอียดของ Record ให้ดังนี้Info: รายละเอียดต่าง ๆ ของ record นี้Console และ Actions จะคล้ายๆกันตรงที่จะบอก action ของการทำงานจนถึง record นี้Network: แสดงข้อมูล network ที่ส่งออกไปและรับมา https://www.youtube.com/watch?v=omTQok6aJy0&t=63sสามารถดูตัวอย่างได้ตาม offical video https://www.youtube.com/watch?v=omTQok6aJy0&t=63sCredit video: Jam Documentation🍓 สรุปแล้ว Jam.dev ดียังไง สะดวกในการรายงานบั๊ก: สามารถจับภาพหน้าจอ, บันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น คอนโซล log และคำขอเครือข่ายได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน: ทำให้การสื่อสารระหว่างทีมพัฒนาและผู้ทดสอบเป็นไปได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น จัดเตรียมข้อมูลครบถ้วน: ส่งมอบข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการแก้ไขปัญหาในที่เดียว ช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปได้ราบรื่น ลดเวลาในการดีบัก: ช่วยให้การระบุและแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ทดสอบหรือใช้เวลามากในการสืบค้นข้อมูล

December 3, 2024 / 0 Comments
read more

Keyword Appium Library Robot Framework ที่ใช้บ่อย

General,  Mobile automate test

วันนี้มาแนะนำ Keyword Appium Library Robot Framework ที่ใช้กันบ่อยๆ มีอะไรบ้าง ไปดูกัน! Keyword การเปิดปิด application การเปิด app เราจะใช้ keyword Open Application โดย Android เราจะใช้ driver UiAutomator2 แล้วก็ระบุ version กับชื่อของ device, path ของ file apk และ package กับ activity ของ app ส่วน iOS เราจะใช้ driver XCUITest แล้วก็ระบุ version กับชื่อของ device, path ของ file app และ bundle id ของ app การปิด app เราจะใช้ keyword Close All Applications Keyword การกดปุ่มการกดปุ่ม เราจะใช้ keyword Wait Until Element Is Visible ก่อน Click Element เพื่อรอให้ปุ่มนั้นโหลดขึ้นมาก่อน Keyword การกรอกข้อมูลการกรอกข้อมูล เราจะใช้ keyword Input Text แต่บาง textfield ไม่สามารถ Input Text ได้ เราต้องใช้ keyword Click Element แล้วค่อย Input Text Into Current Element Keyword การกดบนตำแหน่งการกดบนตำแหน่ง เราสามารถใช้ keyword Click Element At Coordinates ได้เลยสำหรับ Selenium <=4.9.1 แต่สำหรับ Selenium >=4.10.0 เราต้องใช้ keyword Tap With Positions Keyword การกดค้างการกดค้าง เราสามารถใช้ keyword Long Press ได้เลยสำหรับ Selenium <=4.9.1 แต่สำหรับ Selenium >=4.10.0 เราต้องใช้ keyword Tap With Positions Keyword การเลื่อนขึ้นลงการเลื่อนขึ้นลง เราจะใช้ keyword Swipe By Percent โดยแกน x ด้านซ้ายจะเป็น 0 ด้านขวาจะเป็น 100 ส่วนแกน y ด้านบนจะเป็น 0 ด้านล่างจะเป็น 100 และเราสามารถลดความเร็วได้โดยเพิ่ม duration Keyword การเปิดปิด internetการเปิดปิด internet เราจะใช้ keyword Set Network Connection Status สำหรับ Android เท่านั้น โดยไม่เปิดอะไรเลย connection status จะเป็น 0 ถ้าเปิด wifi ให้ +2 ส่วนถ้าเปิด data ให้ +4

December 3, 2024 / 0 Comments
read more

Customise Drag and Drop keyword ด้วยตัวเอง

General

สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน วันนี้จะมาแนะนำ Keyword เจ้าปัญหา ที่มักจะพบในการเรียกใช้งาน Selenium library นั่นก็คือ Drag and Drop พร้อมแนะนำวิธี Customise Drag and Drop keyword ด้วยตัวเอง เพื่อนำมาใช้งาน ขอเกริ่นถึงรายละเอียดของ drag_and_drop ก่อนนะคะ อาจจะดู technical แต่แค่เกริ่นแน่นอนว่าไม่ปวดหัว จากภาพข้างต้น ทางนักพัฒนาได้เขียนรายละเอียดของการเรียกใช้งาน Keyword ไว้ โดยขั้นแรกของ keyword จะมีการเรียกใช้งาน function อีกทีนึง ตามมาดู function ที่ถูกเรียกใช้งาน ทำให้เห็นว่าจริงๆแล้ว ก็มีการเรียกใช้งานของ function ซ้อนเข้าไปอีกขั้น(เรียกซ้อนเยอะจังงงง) แต่จะมีการแยกในการทำแต่ละ step โดยเริ่มแรกจะเรียกการใช้งาน click_and_hold(source) และ release(target) โดย click_and_hold(source) จะเป็นการ เลื่อน mouse ไปหา locator(source) หลังจากนั้น click down หรือใช้คำว่า mouse down ที่ locator source และ release(target) จะเป็นการเลื่อน mouse ไปหา locator(target) หลังจากนั้น release mouse หรือใช้คำว่า mouse up ที่ locator target การแกะ code ออกมาทั้งหมด การใช้งาน drag and drop นั้นจะเป็นการใช้งาน Mouse down, Mouse over และ Mouse up เพียงเท่านั้น ทีนี้ปัญหาที่คนส่วนใหญ่เจอคือ ไม่สามารถใช้งาน keyword ได้ เนื่องจากปัญหา HTML code, ประเภทของ browser หรือประเภทของ locator draggable = “false” แต่ถ้าเราอยากจะใช้งานละ ทำอย่างไรดี? ถ้ามองภาพใหญ่ การ Drag and Drop นั้น เกิดจากการกระทำดังนี้ คือ กด mouse > ลาก mouse ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ > ปล่อย mouse จึงทำให้เราสามารถเขียน Customise keyword ได้ดังนี้ ทำไมถึงต้องมี Mouse Out ที่ไม่เหมือน Drag and Drop กันละ?ก็ตามการกระทำ เราต้องลาก Mouse ออกจากตำแหน่งเดิมก่อนเสมอนั่นเอง => Mouse Out แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่า keyword ที่เราเขียนสามารถใช้งานจริงได้ไหมหรือ keyword อาจจะทำงานเร็วเกินกว่าที่คาดหวัง ทำให้มีการเรียกใช้ Wait Until Keyword Succeeds เพื่อการันตีอีกรอบ เพราะถ้าหาก Fail ก็จะมีการ Retry ในช่วงเวลาที่เรากำหนดไว้ จนกว่าจะสำเร็จ(ก็วนไปเรื่อยๆจนกว่าจะ Timeout ถ้ายัง Fail ก็ให้รู้กันไป) ทำให้เขียนออกมาได้รูปแบบดังนี้ หวังว่าบทความนี้จะช่วยเหลือผู้อ่านที่ติดปัญหา Drag and Drop ให้ผ่านลุล่วงไปได้ด้วยดีหากมีคำแนะนำหรือติชมอื่นๆ สามารถ Comment กันมาได้เลยนะคะ

November 28, 2024 / 0 Comments
read more

เทคนิคการตั้ง Test Case ID

General,  Test API

Test Case ID คืออะไร มันคือตัวชี้เฉพาะของ Test Case เพื่อให้ง่ายในการค้นหา หรือง่ายในมุมของความหมายว่าเคสนี้อยู่ที่ไหนและคือเคสเกี่ยวกับอะไร โดยปกติหาก feature ไม่เยอะ การตั้ง ID อาจจะไม่มีปัญหา หรือความซับซ้อน แต่หาก feature มีความซับซ้อนการตั้ง ID ควรจะสื่อความหมายของ feature นั้นๆ ได้ด้วยนะคะ เช่น ตัวอย่าง Facebook web application หากเราดูจากรูป จะเห็น feature หลักๆ ประมาณ 3 ส่วน คือ Login, Forgot password และ Create new accountโดยในส่วนที่จะยกตัวอย่างจะเป็นส่วนของ Forgot password เมื่อกดปุ่มจะแสดงดังภาพด้านล่าง โดยปกติหากมีเพียงแค่ การกรอกรหัสใหม่เลย เราอาจจะใช้ Test Case ID ที่ไม่ซับซ้อน อย่างเช่น Forgot-01 แต่ในเคสนี้เราจะเห็นว่าระบบมีตัวเลือกให้เลือกเพื่อใช้ในการหา account ที่เราลืมรหัสผ่าน ดังนั้นเราอาจจะตั้ง ID ให้สื่อความหมายมากขึ้นได้ เช่น Test Case ID Forgot-SE-Email: จาก ID ดังกล่าวจะสื่อความหมายได้ว่าเป็น feature forgot password ที่เข้ามาแล้วทำการค้นหา account จาก email เป็นต้น หากมีเคสที่เพิ่มจาก feature นี้ไป เราก็สามารถใช้การปรับตัวเลขด้านหลังได้ เช่น Forgot-SE-Email-01: เป็นเคสที่ค้นหาด้วย email ที่มีในระบบแล้วพบ Forgot-SE-Email-02: เป็นเคสที่ค้นหาด้วย email ที่ invalid Forgot-SE-mobileNo: จาก ID ดังกล่าวจะสื่อความหมายได้ว่าเป็น feature forgot password ที่เข้ามาแล้วทำการค้นหา account จาก mobile phone จาก Test Case ID ที่ยกตัวอย่างจะมีการใช้ SE เข้ามาช่วยเพื่อให้เห็นชัดมากขึ้นว่าเป็น feature เกี่ยวกับ Search นะ (อันนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้เลยน้า)สรุป การตั้ง ID ไม่มีผิดหรือถูก เพียงแต่จะช่วยให้เราหรือคนในทีมเราสามารถเข้าใจได้เลยว่าเทสเคสนี้เป็น feature ไหน เกี่ยวกับอะไร เพียงแค่เห็น Test Case ID ค่ะ <3

November 25, 2024 / 0 Comments
read more

แชร์ประสบการณ์ งาน QA สายงานผลิตในระบบอุตสาหกรรมโรงงาน และ QA Tester ในสายเทค ต่างกันยังไง ?

General

การวางแผนงานในแต่ละวัน 💡 QA ฝ่ายผลิต จะไม่ได้รู้ก่อนว่าในแต่ละวันจะได้ทดสอบงานตัวไหนและมีปริมาณมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากงาน QA ในสายการผลิตจะรับงานต่อจากฝ่ายผลิตมาอีกที ปริมาณงานมากน้อย ขึ้นอยู่กับฝ่ายผลิตที่ทำได้และส่งมาให้เราตรวจสอบในแต่ละวัน ทำให้ไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ แต่ QA Tester จะต้องรู้แผนงานล่วงหน้า เพื่อให้รู้ระยะเวลาในการทำงานและประเมินได้ว่าจะแล้วเสร็จตอนไหน ซึ่งการทำงานของเราจะแบ่งออกเป็น Sprint ใน 1 Sprint จะมี 2 สัปดาห์ และแต่ละสัปดาห์จะถูกหั่นแบ่งไว้แล้วว่าแต่ละวันจะต้องทำอะไร ใช้กี่ Man Hour การทำงานแบบนี้มีข้อดีคือเราวางแผนล่วงหน้าได้ แต่ก็มีความกดดัน คือ เมื่องานมีปัญหาหรือมีงานด่วนมาแทรก เราต้องบริหารเวลาให้ดี เพื่อให้งานไม่ล้นไปวันอื่นมากที่สุด เพราะไม่งั้นงานก็จะล่าช้าออกไปอีก เมื่อเจองาน NG หรือบัค จะทำยังไง 👾❓ QA ฝ่ายผลิตจะทำหน้าที่ตรวจสอบงานต่อจากฝ่ายผลิต เมื่อเจองานที่ไม่ตรงตามสเปกหรืองาน NG จะมีการเขียนรายงาน ส่วนใหญ่จะเป็นเอกสารที่เป็นกระดาษเพื่อแจ้งไปยังฝ่ายผลิต ซึ่งบ่อยครั้งไม่ได้มีความจำเป็นต้องตามงานต่อว่าฝ่ายผลิตไปจัดการต่อยังไง หรือบางงานที่เป็น Product ที่แก้ไขไม่ได้ ก็ทิ้ง Product ตัวนั้น ๆ ไปเลย ส่วนกระบวนการตรวจสอบความผิดพลาดหรือการแก้ไขปัญหาอื่น ๆ จะเป็นระดับหัวหน้าระดับสูงขึ้นไป แต่ QA Tester หากตรวจเจอจุดที่ไม่ตรงสเปกจะกลายเป็นบัค ซึ่งจะมีการรายงานบัคไปที่ Dev โดยผ่านการใช้เครื่องมือสื่อสารและบันทึกบัคในแต่ละเคสเอาไว้ และเมื่อรายงานบัคเสร็จหาก Dev ไม่เข้าใจและต้องการให้เรา Reproduce เราก็ต้องชี้จุดที่บัคให้ Dev เข้าใจให้ได้ ดังนั้นเราจึงต้องแม่นสเปกเพื่อให้เขาแก้ไขมาได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ เมื่อ Dev แก้บัคมาแล้ว เราต้องทำการเทสต่อวนไปจนกว่าบัคนั้นจะถูกแก้ไขให้ถูกต้องตามสเปก ซึ่งต้องใช้ทั้งทักษะในการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร ขอบเขตความรับผิดชอบงาน ⚙️💯 QA ฝ่ายผลิต ไม่ได้มีหน้าที่ในการคิดคำนึงถึงการใช้งานของ user เนื่องจากขั้นตอนนี้จะเป็น R&D ที่มีการคิดไว้แล้ว ซึ่งในการทำงานจะตรวจสอบแค่ Material หรือ Product ให้ตรงตามสเปกหรือถูกต้องตามมาตรฐานเท่านั้น แตกต่างกับ QA Tester ที่จะต้องมีการคิดคำนึงถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยการจำลองตัวเองเป็น user ที่เข้าใช้งานและคิด use case ที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมด เพื่อทำการทดสอบอย่างครอบคลุม ปล. ในส่วนนี้เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้นนะคะ แต่ละคนหรือแต่ละองค์กรอาจจะมีหน้าที่หรือมีขั้นตอนการทำงานที่แตกต่างกันออกไปค่ะ ✅

November 20, 2024 / 0 Comments
read more

ที่รองเม้าส์ลดปวดข้อมือ ราคาหลักสิบ 🖱

General

💻 สำหรับคนที่ต้องทำงานหน้าคอมและใช้เม้าส์อยู่บ่อย ๆ น่าจะเคยมีปัญหาเกี่ยวกับอาการปวดเมื่อยข้อมือกันบ้าง ซึ่งก็มาจากการที่เราจับเม้าส์ท่าเดิมนานเกินไปและบริเวณข้อมือก็ค้างอยู่นานจนเกิดอาการเกร็งและนำไปสู่การเมื่อย หนักเข้าอาจจะเคล็ดข้อมือได้ 🖱 เราก็เป็นคนนึงที่มีปัญหานั้น ตอนแรกก็คิดว่าน่าจะไม่เกี่ยวกับท่าจับเม้าส์ แต่วันนั้นเลื่อน ๆ Shopee อยู่ดี ๆ ก็เจอที่รองเม้าส์ลดราคา และมีคนรีวิวเยอะมาก ก็เลยลองกดสั่งมา การใช้งานช่วงแรก ยังไม่ค่อยเห็นผล ยังไม่หายปวดข้อมือเท่าไร แต่ใช้ไปสักประมาณ 2 อาทิตย์ เริ่มรู้สึกว่าไม่ปวดข้อมือแล้ว และเริ่มติดที่รองเม้าส์อันนี้ แบบไปทำงานนอกบ้าน รึเข้าออฟฟิศก็จะเอาที่รองเม้าส์นี้ติดไปด้วยตลอด ✨ ที่รองเม้าส์ที่เราเกริ่นไปซะยาว ก็คือที่รองเม้าส์ ROBOT รุ่น RP02/AMP02 เป็นที่รองเม้าส์สีดำโลโก้สีเขียว พื้นสัมผัสมีความนุ่ม และที่สำคัญช่วงข้อมือนูนขึ้นมารองรับบริเวณข้อมือ เป็นวัสดุนุ่ม ๆ แต่ไม่นิ่มมาก ยืดหยุ่นได้ดี ทำให้พอวางข้อมือลงไปแล้วไม่ยวบแต่ช่วยซัพพอร์ตข้อมือเราได้ดี สำหรับวัสดุโดยรวมและการตัดเย็บทำออกมาได้ประณีต ไม่กิ๊กก๊อกและคุ้มราคา ในงบไม่เกิน 50 บาท แต่ได้ที่รองเม้าส์ที่ซัพพอร์ตข้อมือ หายปวดข้อมือและพกพาได้ง่าย เพราะน้ำหนักเบา ส่วนข้อเสีย ตอนนี้ยังไม่เจอ เพราะใช้งานมาได้ประมาณ 2 เดือน เป็นอีกไอเทมสำหรับคนทำงานหน้าคอมที่อยากให้ลองใช้กันค่ะ

November 13, 2024 / 0 Comments
read more

โต๊ะปรับระดับได้ สายทำงานหน้าคอมห้ามพลาด!!

General

ช่วงนี้หลายคน wfh กัน เลยอยากมาแนะนำสำหรับสายทำงานหน้าคอมนาน นั่งท่าเดิมๆจนปวดหลัง นี่เลยโต๊ะปรับระดับความสูงด้วยระบบไฟฟ้ารุ่น Electric Table 📌 เราเลือกซื้อเพราะ– นั่งทำงานหน้าคอมนานๆ แล้วไม่ได้ขยับร่างกายในท่าอื่น ๆ ทำให้ปวดหลัง- สามารถ custom โต๊ะได้เองแบบที่เราชอบ คุณสมบัติ:– เคลื่อนที่ขึ้นลงนุ่มนวลด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยให้ปรับขึ้นลงได้อย่างมั่นคง และไม่ส่งเสียงดัง- แผงควบคุม: 7 ปุ่มคือ ขึ้น, ลง, ความจำ1, ความจำ2, ความจำ3, ตั้งความจำ และตั้งเวลา- ความสูงสามารถปรับได้ทุกระดับที่ต้องการ ตั้งแต่ 63 ซม จนถึง 126 ซม- ระบบตั้งเวลาที่จะปรับความสูงอัตโนมัติเพื่อไม่ให้เราอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน- โครงสร้าง: มี 2 ขา และ 3 stages พร้อมระบบกันกระแทก- รับน้ำหนักสูงสุด: 100 กิโลกรัม Custom:1. เลือกวัสดุ: Laminate, Melamine และไม้ต่าง ๆ2. เลือกขนาด Top: S, M และ L3. เลือกเฟรม: Normal, L Shape และ Three-Leg4. เลือกรูปทรงของ Top: มี 4 แบบ5. อุปกรณ์อื่น ๆ เพิ่มเติม ส่วนตัวเรา custom ตามด้านล่างเลยค่ะ สนใจเอาไป custom ตามกันได้✅ Top: Melamine สี่เหลี่ยม ไซต์ M ✅ เฟรม Normal สีขาว ✅ ข้อดี1. ดีไซน์สวย เรียบๆสามารถเลือก custom ได้2. มีที่เก็บสายไฟให้ดูเป็นระเบียบ (เหมาะมากๆกับคนไม่ชอบเห็นสายไฟรกตา)3. สามารถปรับระดับได้หลายระดับ เหมาะสำหรับคนที่นั่งทำงานนานๆแล้วอยากเปลี่ยนระดับโต๊ะทำงานให้ยืดหยุ่น4. ตัวช่วยที่ดีสำหรับชาวออฟฟิศซินโดรม5. ใช้งานได้ระยะยาว❌ ข้อเสีย1. ราคาอาจจะแรงไปหน่อย แต่ถ้าคิดถึงคุณภาพใช้งานคิดว่าเหมาะสม2. มีการใช้ไฟฟ้า อาจจะเพิ่มค่าใช้จ่ายรายเดือน (แต่ไม่มาก)โดยรวมชอบมากกกก👍🏻👍🏻 เพื่อสุขภาพระยะยาวเราว่าควรซื้อไว้จริงๆ เลือกยืนหรือนั่งทำงานได้ตามชอบเลย ราคา ฿17,900.00 – ฿22,400.00พิกัด: โต๊ะปรับระดับได้

November 12, 2024 / 0 Comments
read more

สมัครบัตรเครดิตใบแรก 💳 เลือกแบบไหน ให้ถูกใจ ตรงไลฟ์สไตล์ ✨

General

ฮัลโหลลทุกคน มีใครเป็นไหม? เรียนจบทำงานแล้วอยากจะลองมีบัตรเครดิตสักใบ เห็นใครๆเค้าก็ว่าดี แต่พอเริ่มหาข้อมูลเท่านั้นแหละ “ปวดหัวมาก” ไม่รู้จะเลือกบัตรไหนดี สำหรับใครที่ยังลังเลว่าจะสมัครหรือไม่?  เนื่องจากมีตัวเลือกมากมายจนไม่รู้ว่าควรสมัครบัตรไหน ถึงจะเหมาะสมและคุ้มค่ากับการใช้จ่ายและไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้ และพอได้หาข้อมูลเพื่อตัดสินใจไปเรื่อยๆแล้วนั่น ก็ยิ่งทำให้เกิดความสับสนมากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นวันนี้แหละเราจะมาแนะนำบัตรเครดิตใบแรกให้ทุกคนเอง เริ่มเลย บัตรเครดิต LINE POINTS Credit Card บัตรเครดิต LINE POINTS Credit Card คืออะไร??เป็นบัตรเครดิตของธนาคารกสิกรไทย เป็นบัตรที่เหมาะกับคนที่จะเริ่มมีบัตรใบแรกมาก เพราะเป็นบัตรที่ไม่ได้ระบุเจาะจงกับไลฟ์สไตล์ใดๆ แต่เป็นบัตรที่สามารถใช้จ่ายได้หมดทุกอย่างเหมาะสำหรับทุกคนที่ยังไม่รู้ว่าจะมีบัตรเครดิตเพื่อไว้ใช้จ่ายกับอะไร โดยที่ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรใบนี้เราจะได้ 1% LINE POINTS จากการใช้จ่าย ซึ่งเราสามารถใช้จ่ายได้กับทุกอย่าง ยกเว้น! ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าประกัน การซื้อทอง และอัญมณี รวมถึงการบริจาคต่างๆ เป็นต้น LINE POINTS นี้นำไปใช้งานอย่างไร?? แน่นอนค่ะ ชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้วว่า LINE POINTS เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องนำบัตรนี้ไปผูกกับ Account Line Pay ที่เมนู Wallet โดยทุกคนต้องเปิดใช้งานและยืนยันตัวตน LINE Pay Wallet ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นถึงทำการเพิ่มบัตรเครดิตในบัญชี LINE Pay โดยมีขั้นตอนดังนี้ เลือกปุ่ม เริ่มใช้ LINE Pay ด้านบนแท็บ Wallet เพื่อ “ยืนยันตัวตน” ในการผูกเข้ากับบัญชี LINE Payของคุณ เมื่อลงทะเบียนยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว ให้ทำตามขั้นตอนตามรูปภาพ หลังจากที่เพิ่มบัตรเรียบร้อยแล้ว เมื่อมีการใช้จ่าย LINE POINTS ก็จะถูกเก็บสะสมผ่านบัญชี LINE Pay เรา และจะแสดงอยู่ที่มุมบนด้านขวามือของ LINE Pay Wallet ตามตัวอย่างรูปด้านล่าง โดยเราสามารถดูจำนวน POINTS ทั้งหมด รวมถึง History ต่างๆในการใช้จ่ายบัตรผ่านทางไลน์ของเราได้เลย เพราะสามารถที่จะตั้งแจ้งเตือนการใช้จ่ายบัตรผ่านทาง Account LINE ของเราได้ สะดวกสบายสุดๆ   LINE POINTS สามารถใช้ที่ไหนได้บ้าง?? เราสามารถใช้ LINE POINTS เป็นส่วนลดแทนเงินสดได้ทันทีเมื่อซื้อสติกเกอร์, ธีม, เมโลดี้บน Line Store หรือใช้ชำระค่าสินค้าและ/หรือบริการด้วย LINE Pay E-Wallet ที่ร้านค้าตามที่ LINE Pay กำหนด ยกตัวอย่างเช่น การชำระค่าโทรศัพท์ AIS, DTAC, ค่าไฟ, ค่าน้ำประปา  การช็อปปิ้งผ่านทางออนไลน์ เช่น Lazada, Line Shopping, Watsons เป็นต้น การชำระค่าอาหารผ่านทาง LINE MAN การเติมเงิน หรือการซื้อตั๋วสำหรับเดินทางโดย BTS   ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ มากกว่า 300,000 ร้านค้าทั่วประเทศอีกด้วย ซึ่งสะดวกมากๆเพราะเราไม่จำเป็นต้องเก็บสะสมพ้อยท์ให้มียอดมากๆแล้วแลกของขวัญหรือคูปองต่างๆผ่านทางธนาคารโดยตรงเหมือนกับบัตรใบอื่นๆ แต่สามารถใช้พ้อยท์ได้กับการใช้จ่ายต่างๆที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันได้เลย เป็นยังไงกันบ้างเพื่อนๆ บัตรใบนี้คือใช้ง่ายและคุ้มมากๆเลยใช่ไหมละคะ😊ใครที่สนใจ!! เพียงแค่มีบัญชีเงินฝากบน Application KPLUS บนสมาร์ทโฟนของคุณ ก็สามารถสมัครได้เลยง่ายๆ แถมอนุมัติไว อีกทั้ง “ฟรีค่าธรรมเนียม” ไปเลย เพียงแค่มีการใช้จ่ายผ่านบัตร 12 ครั้งต่อปีเท่านั้น แล้วเก็บไว้พิจารณากันดูน้าาาา🫶🏻😘 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ เอ๊ะๆ ก่อนจะจากไป อยากให้เพื่อนๆรู้ข้อดีข้อเสียของบัตรเครดิตกันสักนิดก่อนตัดสินใจสมัครกันดีกว่า เพื่อประกอบการตัดสินใจ   ข้อดี ✅สะดวกต่อการใช้จ่าย หรือซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างสะดวก  ✅สามารถใช้จ่ายกับสิ่งจำเป็นได้ก่อน โดยไม่ต้องรอเงินเดือนออก ✅ปลอดภัย ไม่ต้องพกเงินสด ✅โปรโมชั่นและแต้มสะสม  ✅ใช้ในการผ่อนชำระสินค้า ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนให้น้อยลงได้ ข้อเสีย ❌สร้างนิสัยการใช้เงินที่ไม่ดีให้กับผู้ใช้ ❌บัตรบางประเภทอาจมีค่าธรรมเนียม ❌หากใช้ในการผ่อนชำระ อาจมีดอกเบี้ยที่แพง   บัตรเครดิตมีทั้งข้อดีและข้อเสียก็จริง แต่จะใช้ให้เกิดประโยชน์หรือส่งผลเสีย ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและวินัยทางการเงินของผู้ใช้นั่นเอง จัดการได้ดีก็ดี จัดการได้ไม่ดีก็ตัวใครตัวมันนะจ๊ะทุกคนน!!  แล้วพบกันใหม่คอนเทนต์หน้า บ๊ายบาย👋🏻💖

November 8, 2024 / 0 Comments
read more

แจกทริคการจดสรุปในที่ประชุมให้ปัง!

General

มาจ้าาาา สำหรับสายเข้าห้องประชุมทั้งหลาย จะมาบอกทริคการจดสรุปในที่ประชุม ให้สารครบถ้วน ตรงประเด็น และไม่ยืดเยื้อ แต่ก่อนอื่นมาจำแนกรูปแบบการจดกันก่อน หลักๆแล้วจะมี 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่ จดแบบละเอียดทุกคำพูด ข้อนี้สารมาครบแต่ก็สิ้นเปลืองเวลาทั้งคนอ่านและคนจด นิยมใช้กับประชุมใหญ่ๆที่มีความสำคัญสูง จดแบบย่อคำพูด เน้นจดประเด็นสำคัญ ข้อนี้สารจะมาแบบกระชับ แต่เนื้อหาต้องมีความเข้าใจชัดเจน จดแบบเหตุผลและมติในที่ประชุม เน้นสองส่วนคือเหตุผลและมติ และครอบคลุมเฉพาะประเด็นสำคัญ นิยมใช้กับการประชุมที่ต้องการเน้นการตัดสินใจรวดเร็ว ทีนี้เรามาดูทริคการจดสรุปการประชุม ที่จะช่วยให้จดบันทึกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพกันน เตรียมตัวล่วงหน้า: รู้หัวข้อที่จะประชุม เตรียมเอกสารพร้อมจด จับประเด็นสำคัญ: จดเฉพาะประเด็นที่เป็นหัวใจของการสนทนา เช่น ปัญหาที่ถูกพูดถึง แนวทางแก้ไข ข้อสรุป และผู้รับผิดชอบ ใช้ตัวย่อสัญลักษณ์: เช่น “ต.” แทนคำว่า “ตัดสินใจ” หรือ “ก.” แทนคำว่า “การ” และสัญลักษณ์ เช่น ✔ เพื่อแสดงถึงการอนุมัติ สรุปเนื้อหาแบบกระชับ: ใช้ภาษาสั้นๆแทนภาษาพูด แต่ยังสื่อความหมายได้อย่างถูกต้อง ทำสรุปหลังการประชุมทันที: รีบเรียบเรียงบันทึกให้เป็นรูปแบบที่เข้าใจง่าย ตรวจสอบความถูกต้อง และส่งต่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ใช้เทคโนโลยีช่วยในการจด: ถ้าบันทึกเสียงได้ก็จัดเลย เพื่อกลับมาฟังทบทวนในกรณีที่พลาดข้อมูลสำคัญ  สรุปได้ว่า การจดสรุปในที่ประชุมมีหลายรูปแบบ หลายเทคนิค ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของรูปแบบการประชุมและความสะดวกของผู้จด ถ้าเราเลือกวิธีการที่เหมาะกับตัวเอง ก็จะทำให้การสรุปประชุมมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถนำข้อมูลไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ สำหรับใครที่มองหา Application ที่เอาไว้จดสรุปประชุม ใช้แล้วชีวิตดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Microsoft OneNote, Notion, Evernote เป็นแอปบันทึกที่เหมาะกับการจดหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน หรือจะจดผ่าน note ที่เป็น default ของเครื่องได้เช่นกันหากต้องการแอปที่มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถจัดการงานอื่นๆ ได้ด้วย แนะนำเป็น Notion และ Evernoteหากต้องการแอปที่เน้นการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ แนะนำเป็น Microsoft OneNote บทความข้างต้นเป็นทริคการจดสรุปเล็กๆน้อยๆและตัวเลือกแอปในการช่วยจด อย่าลืมไปลองใช้งานกันดูน้า หวังว่าจะได้ประโยชน์จาก content นี้ค่า 🙂

November 6, 2024 / 0 Comments
read more

Posts pagination

Previous 1 2 3

43 Thai CC Tower, 23rd Floor, Room 234,
South Sathorn Rd., Yannawa, Sathorn, Bangkok 10120

Email : qsquad.qa@gmail.com

Facebook-f Twitter

Services

Management Process Service

System Testing Service

Mobile Testing Service

Performance Testing Service

Usability Testing

Consult & Outsource Service And Integration Testing Service​

Company

Services

Blog

QSquad Academy

Contact

Activity

Join with our team